พื้นฐานการแปลวรรณกรรม

posted on 19 Aug 2009 12:53 by hoshi-pupu
 

พื้นฐานการแปลวรรณกรรม

 

          งานวรรณกรรมแบ่งออกเป็นสองประเภทใหญ่ๆ คือ ร้อยแก้ว (Prose) และร้อยกรอง (Poetry) นักแปลวรรณกรรมที่มีความมุ่งมั่น ควรหมั่นหาตัวอย่างงานทั้งสองประเภทนี้มาแปลเพื่อเพิ่มความชำนาญให้มากขึ้น

          ก่อนลงมือแปล ควรเข้าใจสิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญในงานแปล 4 อย่าง เรียกในภาษาอังกฤษว่า

The 4 T's of translation ได้แก่สิ่งต่อไปนี้คือ

1. Text คือต้นฉบับที่กำลังจะถ่ายทอดออกมาเป็นภาษาปลายทาง

2. Team คือผู้แปลและคณะ

3. Tools เครื่องมือที่ใช้ในการแปล ได้แก่พจนานุกรมภาษาเดียว พจนานุกรมสองภาษา พจนานุกรมเฉพาะด้าน คลังคำ รวมทั้งหนังสือคำแปลหรืออธิบาย idioms, slangs, colloquials, dialects, figure of speech และอื่นๆ อีก ปัจจุบัน มีพจนานุกรมออกใหม่มากมาย ใคร่ขอแนะนำให้หาซื้อเล่มที่จัดพิมพ์ล่าสุด ขนาดใหญ่ที่สุด เพื่อจะได้มีศัพท์มาก สะดวกแก่การค้นหาคำแปล
          เครื่องคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือที่จำเป็นในการทำงานแปลในปัจจุบัน นอกจากจะใช้พิมพ์งานแล้ว ยังใช้แก้ตัวสะกด search หาความหมาย และส่งอีเมลล์เข้าสำนักพิมพ์ได้
          หนังสืออ้างอิง (References) เป็นหนังสือที่ช่วยได้มากในการแปลเช่นกัน เพราะบางครั้งที่ไม่สามารถหาคำแปลที่ถูกต้องได้ ก็สามารถค้นคว้าเปรียบเทียบคำแปลได้จากหนังสืออ้างอิง

4. Target ผู้อ่านเป้าหมาย หนังสือเป็นเครื่องมือในการสื่อสารชนิดหนึ่ง ผู้ที่อ่านหนังสือมี
หลายวัยหลายวุฒิภาวะ ผู้แปลควรกำหนดให้ถูกว่าผู้อ่านเป้าหมายคือใคร แล้วใช้ภาษาและลีลาให้
เหมาะสมกับผู้อ่านเป้าหมายด้วย

          ตามความจริงแล้ว ผู้อ่านเป้าหมายได้รับการกำหนดมาจากผู้เขียนที่เขียนในภาษาต้นทางอยู่แล้ว ผู้แปลควรคำนึงเป้าหมายไว้ให้แม่นยำ

          อีกเรื่องหนึ่งที่ผู้แปลต้องคำนึงถึงคืองานต้นฉบับเป็นภาษาอังกฤษแบบอังกฤษ (British English) หรือภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน (American English) เพราะมีความแตกต่างกันบางประการ ทั้งนี้จะได้อธิบานในชั่วโมงการสอนสืบไป

ขั้นตอนในการแปล

ขั้นตอนในการแปล มีย่อๆ ดังต่อไปนี้

1. อ่านต้นฉบับ ตั้งแต่ต้นจนจบ จับใจความให้ได้
2. หาศัพท์ ความหมายของคำหรือข้อความที่ไม่เข้าใจ
3. หากพบข้อความใดที่มีความยากนอกเหนือไปจากศัพท์ที่หาได้จากพจนานุกรม ให้พยายามถามจากผู้รู้
4. ลงมือแปลร่างที่หนึ่ง
5. ขัดเกลา ตรวจแก้
6. เขียนร่างที่สอง
7. พิมพ์ส่งให้ผู้อ่านทวน ซึ่งจะทำหน้าที่ตรวจความถูกต้องของภาษาที่ใช้

          นักเขียนบางคนบอกว่า เขียนเรื่องแล้วต้อง "บ่ม" คือทิ้งไว้สักระยะหนึ่ง แล้วกลับมาตรวจทาง นักแปลก็เช่นกัน เมื่อแปลร่างที่หนึ่งแล้วควรทิ้งไว้สักระยะหนึ่ง เพื่อกลับมาตรวจแก้อีก นักแปลมือใหม่มักแก้แล้วแก้อีก กว่าจะถูกใจ ไม่ควรแก้มาก หรือทำงานชิ้นเดียวซ้ำแล้วซ้ำอีก เพราะจะทำให้สมองอ่อนล้าจนเกินไป ควรลงมือทำให้ถูกต้องตั้งแต่ต้นเลยจะดีกว่า

          เมื่อพิมพ์ลงคอมพิวเตอร์แล้ว ควรตรวจทานให้ละเอียด บางครั้งการแบ่งคำตอนท้ายบรรทัดมักผิดพลาด เช่น คำว่า "เกรงใจ" อาจกลายเป็น "เก-รงใจ" เป็นต้น

          นอกจากขั้นตอนในการทำงานดังที่ได้กล่าวมาแล้ว หลักสำคัญในการแปล คือต้องยึดหลักความถูกต้อง ตรงกับต้นฉบับ ความชัดเจนไม่กำกวม และความเป็นธรรมชาติ (Accuracy, Clarity and Naturalness) ไว้ตลอดเวลา นอกจากนั้น ข้อความในฉบับแปล เมื่อแปลย้อนกลับไปเป็นภาษาต้นฉบับ (back translate) จะต้องเหมือนหรือใกล้เคียงกับต้นฉบับให้มากที่สุด

          นอกจากหลักสี่ข้อดังได้กล่าวมาแล้ว อีกเรื่องหนึ่งที่นักแปลจะต้องระวังอยู่เสมอคือ เรื่อง "เส้นตาย" (deadline) หรือกำหนดที่ต้องส่งต้นฉบับ สมัยนี้มีปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์เข้ามาเกี่ยวข้องกับการทำงานแปล เมื่อขอลิขสิทธิ์มาแล้ว ลิขสิทธิ์ที่ได้มาจะมีกำหนดว่าจะต้องแปลและจัดพิมพ์ให้เสร็จในเวลาที่กำหนด หากทำไม่เสร็จ เป็นอันว่าหมดอายุการได้ลิขสิทธิ์ ถ้าจะจัดพิมพ์ในระยะต่อมา จะต้องขอลิขสิทธิ์อีก ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น การทำงานให้เสร็จตามเวลาที่กำหนดจึงเป็นสิ่งสำคัญอีกประการหนึ่ง

          งานวรรณกรรมแบ่งออกได้เป็นหลายยุคสมัย เพื่อความสะดวกในการศึกษาในระยะนี้ จึงขอแบ่งเป็นวรรณกรรมสมัยเก่าและวรรณกรรมสมัยใหม่ ภาษาและลีลาในการเขียนของแต่ละยุคสมัยย่อมไม่เหมือนกัน ผู้แปลจำต้องระวังเรื่องความแตกต่างข้อนี้ไว้ให้ดี

          อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงในการแปลคือ ลีลาของนักเขียนคนนั้นๆ คนอื่นที่มีวิจารณญาณคงไม่ชอบใจแน่ถ้าเราเอาเรื่องนักสืบที่มีการผจญภัยน่าตื่นเต้นมาแปลด้วยสไตล์อ่อนหวานเรียบร้อยซึ่งเป็นสไตล์การเขียนของเราเอง หรือเอาเรื่องรักหวานจ๋อยลีลาเหยาะน้ำผึ้งมาแปลด้วยสำนวนห้าวหาญราวกับกำลังแปลเรื่องบู๊ ก่อนจะลงมือแปล จึงควรอ่านต้นฉบับหลายๆ เที่ยวจนรู้สึก "อิน" กับเรื่องและลีลาของนักเขียนผู้นั้นเสียก่อนจึงค่อยลงมือแปล

          วัฒนธรรมก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญยิ่งในการถ่ายทอดข้อความของแต่ละภาษาให้ได้ความชัดเจน แต่ละชาติแต่ละภาษาย่อมมีวัฒนธรรมของตนเอง นักแปลจะต้องพยายามเข้าใจวัฒนธรรมของภาษาทั้งสองภาษา คือภาษาต้นทางและภาษาปลายทางที่ตนกำลังใช้ทำงานอยู่ให้ถ่องแท้ บทแปลที่ทำสำเร็จแล้วจึงจะเป็นบทแปลที่สมบูรณ์แบบ

          นักแปลที่ดีจะต้องหมั่นสังเกตความแตกต่างระหว่างวัฒนธรรมของภาษาทั้งสองที่กำลังถ่ายทอดอยู่นั้นให้ดี มิฉะนั้น งานแปลที่สำเร็จแล้วอาจไม่สมบูรณ์พอก็ได้

นักแปลที่ดีจะต้องเคารพต้นฉบับ ไม่แปลผิด แปลขาด หรือแปลเกิน การแปลในยุคปัจจุบันมีความเป็นสากลมากขึ้น มีการตรวจเช็คทั้งจากผู้รู้และผู้อ่าน ดังนั้น ผู้แปลที่ไม่แปลตามต้นฉบับจะถูกตั้งข้อสังเกตได้ง่าย และจะไม่มีผู้ใดยึดถือว่า หนังสือแปลเล่มนั้นเป็นหนังสือแปลที่ดีอีก

          การถ่ายเสียงชื่อบุคคล ชื่อสถานที่ ฯลฯ มีความสำคัญอย่างยิ่งเช่นกัน เพราะเป็นการแสดงว่า นักแปลผู้นั้นมีความรู้เพียงพอหรือไม่ ตัวอย่างเช่นการถ่ายเสียงคำดังต่อไปนี้
          Gloucester Leicester Square Derby Arkansas
          Sir Alec Douglas Holmes Reading Etc.
ขอให้ยึดหลักการถ่ายเสียงจากภาษาอังกฤษมาเป็นภาษาไทยของราชบัณฑิตยสถานไว้เสมอ

ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างภาษอังกฤษและภาษาไทย นอกจากในเรื่องความหมายของศัพท์แล้ว ผู้แปลที่รอบคอบยังต้องคำนึงถึงความแตกต่างในด้านต่อไปนี้ที่จะมีผลต่องานแปล ได้แก่

1. Punctuation
2. Articles (a, an, the)
3. Tenses
4. Singular/Plural
5. Prepositions
6. Places of words / expressions in the sentence
7. Others such as Exclamation, abusive language, animal sounds, etc.

 

อ้างอิง : http://www.geocities.com/thaitiat/9specialart/convert.htm

Comment

Comment:

Tweet