ความแตกต่างระหว่างภาษาถิ่น

                                                                                                                               วิจินตน์  ภาณุพงศ์

 

คำจำกัดความ

        คำว่า ภาษาถิ่น (ซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษว่า dialect ) ยังไม่มีคำจำกัดความที่แน่นอนตายตัวที่พอจะกล่าวได้แน่นอนก็คือว่าเป็นภาษาย่อยของภาษา ( language )  และเรามักจะหมายถึงภาษาที่พูดแตกต่างกันไปตามท้องถิ่นต่าง ๆ ที่ผู้พูดภาษานั้น ๆ อาศัยอยู่

 

การแบ่งภาษาถิ่น

        การแบ่งภาษาถิ่นมักจะแบ่งตามภูมิศาสตร์หรือท้องที่ที่ผู้พูดอาศัยอยู่  ในแต่ละภาษาจะประกอบด้วยภาษาถิ่นต่าง ๆ เป็นจำนวนมากมาย  ทั้งนี้แล้วแต่ว่าเราจะแบ่งภาษาถิ่นให้ละเอียดปลีกย่อยลงไปมากน้อยแค่ไหน  เป็นต้นว่า ภาษาถิ่นของไทยเฉพาะที่พูดกันอยู่ในอาณาเขตประเทศไทย  ถ้าจะแบ่งตามภาคก็จะได้ภาษาถิ่น  ๔  ภาคคือ  ภาคเหนือ  ภาคอีสาน  ภาคกลาง  และภาคใต้  เพราะภาษาถิ่นของต่างภาคก็จะมีลักษณะแตกต่างกัน  ในแต่ละภาคก็อาจจะแบ่งย่อยลงไปได้อีกเป็นภาษาถิ่นของแต่ละจังหวัด  แต่ละอำเภอ  แต่ละตำบล  และแต่ละหมู่บ้าน  เพราะภาษาถิ่นของแต่ละจังหวัดในภาคเดียวกันก็จะมีลักษณะไม่เหมือนกัน  ในทำนองเดียวกัน  ภาษาถิ่นของแต่ละอำเภอในจังหวัดเดียวกันหรือภาษาถิ่นของแต่ละตำบลในอำเภอเดียวกัน หรือภาษาถิ่นของแต่ละหมู่บ้านในตำบลเดียวกันก็มีลักษณะไม่เหมือนกัน  หรือแม้แต่ภาษาถิ่นของแต่ละครอบครัวในหมู่บ้านเดียวกัน  ตลอดจนคนแต่ละคนในครอบครัวเดียวกัน  ก็มีลักษณะไม่เหมือนกัน  ฉะนั้นภาษาถิ่นเมื่อแบ่งย่อยที่สุดแล้วก็จะกลายเป็นภาษาถิ่นของคนแต่ละคน  (ซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษว่า idiolect)  เรายิ่งแบ่งภาษาถิ่นย่อยลงไปมากเท่าใด  ก็ยิ่งจะเห็นความแตกต่างของภาษาถิ่นย่อย ๆ เหล่านั้นน้อยลงทุกที  พูดง่าย ๆ ภาษาถิ่นต่างภาคกันจะแตกต่างกันมากกว่าภาษาถิ่นต่างจังหวัดในภาคเดียวกัน  ภาษาถิ่นต่างจังหวัดกันจะแตกต่างกันมากกว่าภาษาถิ่นต่างอำเภอในจังหวัดเดียวกัน  เป็นต้น

 

เกณฑ์ในการพิจารณาว่าเป็นภาษาถิ่นของภาษาเดียวกันหรือเป็นคนละภาษา

        ในบางกรณีเราจะแบ่งให้เด็ดขาดไปเลยว่าเป็นภาษาถิ่นของภาษาเดียวกัน  หรือเป็นคนละภาษาไปเลยไม่ได้  ทั้งนี้แล้วแต่ว่าเราจะยึดเกณฑ์อะไรมาพิจารณาตัดสิน  ในเรื่องนี้มีเกณฑ์ที่สำคัญอยู่ ๓ ข้อ ซึ่งอาจจะนำมาพิจารณาคือ

        ๑.  เกณฑ์ด้านภาษา  คือ  การพูดกันรู้เรื่อง  เมื่อให้คน ๒ คนซึ่งต่างก็พูดภาษาของตนมาคุยกัน และสามารถพูดคุยกันรู้เรื่อง  ในแง่ภาษาถือว่า ๒ ภาษานี้เป็นภาษาถิ่นของภาษาเดียวกัน  แต่ถ้าใช้พูดคุยกันไม่รู้เรื่องก็ต้องถือว่าเป็นคนละภาษา  เช่น  คนไทยภาคต่าง ๆ  สามารถสื่อสารกันด้วยภาษาถิ่นของตนได้  เป็นที่เข้าใจกันได้ดีพอสมควร  เราก็ถือว่าภาษาที่พูดใน

 

 

ภาคต่าง ๆ ของเมืองไทยเป็นภาษาถิ่นของไทยด้วยกัน         แต่ถ้าให้คนไทยกับคนจีนสื่อภาษากันโดยต่างคนต่างใช้ภาษาของตนเองก็ไม่สามารถจะเข้าใจกันได้  เราจึงไม่ถือว่าภาษาไทยกับภาษาจีนเป็นภาษาถิ่นของไทยหรือของจีน  แต่ถือว่าเป็นคนละภาษาไปเลย

         คนไทยกับคนลาวก็เช่นเดียวกันสามารถพูดกันรู้เรื่อง  เมื่อพิจารณาในด้านภาษาแล้วถือว่าภาษาไทยกับภาษาลาวเป็นภาษาถิ่นของภาษาเดียวกันได้  ส่วนคนอังกฤษกับคนอเมริกันก็สามารถพูดกันรู้เรื่อง  ภาษาอังกฤษกับภาษาอเมริกันก็นับเป็นภาษาถิ่นของภาษาเดียวกันได้

        ๒.  เกณฑ์ด้านระบบการเขียนและด้านวรรณคดี   คือ    การมีระบบการเขียนและวรรณคดีร่วมกัน  ในบางกรณีเราไม่อาจจะใช้เกณฑ์ข้อ ๑ มาพิจารณาได้  เช่น  กรณีภาษาจีนซึ่งคนที่อยู่คนละภาคพูดกันไม่รู้เรื่อง  เราจึงต้องคำนึงถึงระบบการเขียน  ซึ่งคนเหล่านั้นใช้ร่วมกัน  และคำนึงถึงวรรณคดีซึ่งเขามีร่วมกันด้วย  เพื่อพิจารณาว่าภาษาเหล่านั้นเป็นภาษาถิ่นของภาษาเดียวกัน

        ๓.  เกณฑ์ด้านการปกครอง  คือ  ในบางกรณีถึงแม้ว่าเข้าเกณฑ์ข้อแรก  คือพูดกันรู้เรื่อง  เช่น  ภาษาอังกฤษกับภาษาอเมริกัน หรือภาษาไทยในเมืองไทยกับภาษาลาว  ก็อาจจะถือว่าเป็นคนละภาษาก็ได้เพราะว่าอยู่ใต้การปกครองของคนละประเทศกัน

 

สาเหตุที่ทำให้เกิดภาษาถิ่นต่าง

        ปกติเมื่อพูดถึงภาษาถิ่นต่าง ๆ มักจะหมายถึงภาษาถิ่นต่าง ๆ ของภาษาเดียวกัน  สาเหตุที่สำคัญที่ทำให้เกิดภาษาถิ่นต่าง ๆ หรือภาษาย่อยขึ้นมานั้น  มีอยู่ ๓ ประการคือ

        ๑.   ความจริงที่ว่าภาษาเป็นสิ่งมีชีวิตอย่างหนึ่งซึ่งย่อมจะเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

        ๒.  การขาดการติดต่อกันระหว่างผู้ที่พูดภาษาเดียวกันมา

        ๓.  การเปลี่ยนแปลงของภาษา  โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงในเรื่องการออกเสียงแต่ละเสียง  เป็นไปอย่างสม่ำเสมอ  และอย่างมีระเบียบ

 

๑.  ภาษาเป็นสิ่งมีชีวิตย่อมเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ  แต่เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงดำเนินไปอย่างช้า ๆ แบบค่อยเป็นค่อยไป  ในชั่วชีวิตของแต่ละคนจึงมักจะไม่ค่อยสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของภาษา

        สาเหตุที่สำคัญที่ทำให้ภาษาเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนแปลงในเรื่องการออกเสียงแต่ละเสียง  คือในระยะเริ่มแรกของการเรียนภาษาแรกของแต่ละคนเรียนด้วยวิธีการเลียนแบบ  เป็นที่ทราบกันอยู่ว่าการเลียนแบบนั้นไม่ว่า

 

 

     จะเป็นเรื่องใดก็ตามจะทำให้เหมือนแบบจริง ๆ ทุกอย่างย่อมไม่ได้  ในเรื่องการเลียนแบบการออกเสียงพูดก็เช่นเดียวกัน  เด็กที่เลียนแบบพ่อแม่   ผู้เลี้ยงดูหรือผู้ที่อยู่แวดล้อมตัวเด็ก   ย่อมจะทำให้เหมือนทีเดียวไม่ได้จะต้องมีผิดเพี้ยนไปบ้างเป็น

      ธรรมดา ปกติถ้าผิดเพี้ยนไปมากก็มักจะมีผู้สังเกตเห็นและช่วยแก้ให้เด็กออกเสียงเสียให้ถูกต้องหรืออย่างน้อยก็ใกล้เคียงกับเสียงที่ถูกต้องมากที่สุด  แต่ถ้าหากเด็กออกเสียงผิดเพี้ยนไปเพียงเล็กน้อยก็มักจะไม่ได้รับการแก้ให้ถูกต้อง  ผลก็คือว่า  ทำให้การออกเสียงแผกเพี้ยนไปทีละน้อยสืบทอดต่อ ๆ กันไปหลาย ๆ ชั่วคนเข้าการแผกเพี้ยนก็มากขึ้นทุกที  จนทำให้เกิดเป็นการกลายเสียงขึ้น  คือ  เสียงในคำหนึ่งครั้งหนึ่งเคยออกเสียงกันอย่างหนึ่งเช่น  ที่ปรากฏเป็นหลักฐานอยู่ในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงคำว่า โสง  โนน  โอก (ออกเสียงสระโอ)  แต่อีกสมัยหนึ่ง  เช่น  ปัจจุบันคำเหล่านี้ออกเสียงเป็น สอง  นอน  ออก  (เช่น  ออกพรรษา)  (เป็นเสียงสระออ)  นี่เป็นตัวอย่างให้เห็นว่า  ภาษาคนละสมัยมีลักษณะแตกต่างกันเนื่องมาจากภาษาเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ  ดังกล่าว

 

๒.  ภาษาที่พูดอยู่ในสมัยเดียวกันนั้น  อาจจะแตกต่างกันได้  ทั้งนี้นอกจากสาเหตุข้อที่ ๑ แล้ว  ยังมีสาเหตุที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง  คือ  การติดต่อคบหาสมาคมกันระหว่างผู้พูดภาษานั้น ๆ  ปกติถ้าหากผู้พูดภาษาเดียวกันได้มีโอกาสติดต่อกันอยู่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในภาษาทุกคนก็รับรู้และถ้าจะยอมรับการเปลี่ยนแปลงก็รับด้วยกัน  ทำให้ภาษาที่ใช้กันนั้นมีลักษณะเหมือน ๆ กันอยู่  พูดอีกอย่างก็คือ  การเปลี่ยนแปลงของภาษาก็เป็นไปทำนองเดียวกัน  ในทางตรงกันข้าม  ถ้าหากผู้ที่พูดภาษาเดียวกันด้วยความจำเป็นบางอย่างทำให้ต้องแยกย้ายกันอยู่  และโอกาสที่จะติดต่อคบหาสมาคมกันก็ไม่มี  เมื่อภาษาที่คนกลุ่มหนึ่งใช้เปลี่ยนแปลงไป  คนอีกกลุ่มก็ไม่มีทางรู้กัน  ผลก็คือ  ทำให้ภาษาของคนต่างกลุ่มเปลี่ยนแปลงกันไปคนละทาง  ต่างกลุ่มก็ต่างเปลี่ยนของตน  ความจำเป็นบางอย่างดังกล่าวนี้อาจจะได้แก่  ความจำเป็นด้านเศรษฐกิจ  คือย้ายถิ่นที่ทำมาหากิน  หรือทางด้านภูมิศาสตร์  ภูมิประเทศที่มีภูเขาแม่น้ำกั้นอยู่  ทำให้คนไม่สามารถติดต่อกันได้โดยสะดวกเหมือนเมื่ออยู่รวมกันในท้องถิ่นเดียวกัน  ดินฟ้าอากาศก็อาจจะเป็นเหตุให้คนต้องแยกย้ายกันอยู่  คือถ้าถิ่นใดแห้งแล้วไม่มีฝนตกต้องตามฤดูกาลไม่เหมาะแก่การเพาะปลูกทำไร่ไถนา  คนก็อยู่ได้ไม่นานและมีคนอาศัยอยู่ไม่มาก  ส่วนถิ่นใดที่อุดมสมบูรณ์  คนก็จะไปรวมกันอยู่หนาแน่น  สรุปก็คือ  ภูมิประเทศและดินฟ้าอากาศมีส่วนทำให้คนมีโอกาสที่จะติดต่อคบหาสมาคมกันได้มากน้อยหรือไม่มีโอกาสเลยก็ได้  และการที่คนที่เคยพูดภาษาเดียวกันได้มีโอกาสติดต่อกันเสมอก็ทำให้ภูดภาษาที่เหมือน ๆ กัน  แต่ถ้ามีโอกาสติดต่อกันน้อยเท่าไร ก็จะทำให้พูดภาษาต่างกันมากขึ้นเท่านั้น  และต้องไม่ลืมว่า  เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า ภาษาเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ  จะเห็นว่า สาเหตุ ๒ ข้อนี้เกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิด  คนทั่วไปหรือแม้แต่ในหนังสือตำราบางเล่มก็มักจะคำนึงถึงเฉพาะสาเหตุข้อ ๒ ซึ่งอันที่จริงแล้วข้อ ๑  เป็นข้อที่สำคัญที่สุดเพราะเป็นสาเหตุแรกและเป็นสาเหตุที่มีผลอยู่ตลอดเวลา  แต่ที่คนมักไม่คำนึงถึงก็คงจะเป็นเพราะว่าการเปลี่ยนแปลงของภาษาเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปอย่างช้า ๆ คนจึงมักจะไม่สังเกต  ดังกล่าวมาแล้ว

 

 

๓.  เราอาจจะสงสัยกันว่า  ในเมื่อภาษาเปลี่ยนแปลงไปแล้ว  ทำไมคนที่พูดภาษาถิ่นคนละถิ่นจึงพูดจากันฟังรู้เรื่องได้  แต่ถ้าหากเรารู้ข้อเท็จจริงข้อหนึ่งว่า  การเปลี่ยนแปลงของเสียงหรือการกลายเสียงจากเสียงหนึ่งไปเป็นเสียงหนึ่งนั้นเป็นไปอย่างสม่ำเสมอและมีระเบียบแล้ว  ก็จะทำให้หายสงสัยได้  เช่น  เมื่อเสียง ก ในคำหนึ่งเปลี่ยนไปเป็นอีกเสียงหนึ่งคือเสียง ข  การเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกันนี้ก็จะเกิดขึ้นในคำอื่น ๆ  อีกหลายคำ  นี่เรียกว่า  การเปลี่ยนแปลงเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ  ส่วนที่ว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นไปอย่างมีระเบียบนั้นหมายถึงว่า  การเปลี่ยนแปลงมีแบบแผนที่เป็นกฎเกณฑ์อยู่ในตัว  เช่น  จะเห็นว่า  สระ  เอะ  กลายเป็น  แอะ  เราจะพบว่า  สระ  โอะ  ก็จะกลายเป็น  เอาะ  คือมีแบบแผนว่าสระกึ่งสูง (หมายถึง เอะ  และ  โอะ)  จะกลายเป็นสระกึ่งต่ำ  (หมายถึง  แอะ  และ  เอาะ)   เป็นต้น

        นอกจากนี้  เราอาจจะสังเกตได้ว่าการเปลี่ยนแปลงของเสียงบางเสียงจะมีเงื่อนไขแน่นอน  เช่น  เรื่องสระดังกล่าวจะเปลี่ยนแปลงเช่นนั้นในคำตาย (ในภาษากรุงเทพฯ  คือคำที่ลงท้ายด้วยเสียงในแม่  กก  กด  กบ  และคำที่ลงท้ายด้วยสระเสียงสั้น)

        ตัวอย่าง     เก็บ    เปลี่ยนเป็น     แก็บ             อบ     เปลี่ยนเป็น     อ็อบ

                               เจ็ด     เปลี่ยนเป็น     แจ็ด           จด     เปลี่ยนเป็น     จ็อด

                               เด็ก     เปลี่ยนเป็น     แด็ก           ปก     เปลี่ยนเป็น     ป็อก

        สรุปได้ว่า  สาเหตุสำคัญข้อที่ ๓  ที่ทำให้เกิดเป็นภาษาถิ่นต่าง ๆ ก็คือ  การเปลี่ยนแปลงของเสียงแต่ละเสียงไปตามกาลเวลานั้นเป็นไปอย่างมีระเบียบและสม่ำเสมอ

        สาเหตุสำคัญทั้ง ๓  ข้อที่กล่าวมานี้  เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดก็ในเรื่องการออกเสียงแต่ละเสียง  และในที่สุดก็ทำให้ภาษาถิ่นต่าง ๆ มีลักษณะแตกต่างกันไปในเรื่องการออกเสียงแต่ละเสียง  ตลอดจนแตกต่างกันในเรื่องการจัดระบบของเสียงในภาษาด้วย

        ยังมีสาเหตุอีกข้อหนึ่ง  ซึ่งเห็นได้ชัดว่า  ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องการเพิ่มจำนวนคำที่ใช้ในภาษาคือ  การได้ติดต่อกับคนที่พูดภาษาอื่นโดยเฉพาะภาษาต่างประเทศ  เช่น  ทางปักษ์ใต้ได้ติดต่อสมาคมกับคนที่พูดภาษามลายู  ก็ยืมคำมลายูมาใช้  ตัวอย่างเช่น  มายา (ปุ๋ย),  ช็องด็อง (ดื้อรั้น),  ลาต้า (บ้าจี้),  ซันชี (สัญญา)   ส่วนภาคกลางโดยเฉพาะกรุงเทพฯ  และโดยเฉพาะในวงการศึกษาได้อาศัยตำราภาษาต่างประเทศ  เช่น  ภาษาอังกฤษ  ทำให้เรายืมคำอังกฤษมาใช้เป็นจำนวนมากมาย   เมื่อยืมคำต่างประเทศคนละประเทศมาใช้กันคนละถิ่น    ก็มีผลทำให้ต่างถิ่นกันใช้คำคนละคำ      ในความหมายอย่างเดียวกัน  นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงในเรื่องความหมายของคำที่ใช้ในภาษา

 

 

 

 

ความแตกต่างระหว่างภาษาถิ่น

        เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับสาเหตุที่ทำให้เกิดภาษาถิ่นอย่างใกล้ชิด  กล่าวคือความแตกต่างระหว่างภาษาถิ่นเป็นหลักฐานที่แสดงว่า  ภาษาเป็นสิ่งที่ไม่คงที่  เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ  ทั้ง ๆ ที่แรกเริ่มเดิมทีเมื่อมีคนที่พูดภาษาเดียวกันอยู่รวมกันเป็นกลุ่มในถิ่นซึ่งมีเขตแดนไม่สู้จะกว้างขวางนัก  และยังใช้ภาษาเหมือน ๆ กันอยู่  เพราะสามารถติดต่อสมาคมกันอย่างใกล้ชิดดังได้อธิบายมาแล้ว  แต่ต่อมาเมื่อสังคมนั้นมีคนมากขึ้น  ต้องแยกย้ายกระจัดกระจายกันอยู่  กลุ่มที่ได้ติดต่อสมาคมกันก็ใช้ภาษาคล้ายคลึงกันมากกว่ากลุ่มที่ไม่ค่อยได้ติดต่อกัน (เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ  เมื่อได้ติดต่อกัน  การเปลี่ยนแปลงของภาษาก็เป็นไปทำนองเดียวกัน  ทำให้ใช้ภาษาคล้ายคลึงกัน (คือแตกต่างกันน้อย)  ส่วนกลุ่มที่ไม่ได้ติดต่อกันการเปลี่ยนแปลงของภาษาก็เป็นไปคนละทาง  ทำให้ภาษาคล้ายคลึงกันน้อยลง  พูดอีกอย่างก็คือแตกต่างกันมากขึ้น)

        ภาษาถิ่นต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาษาถิ่นของภาษาใดอาจจะแตกต่างกันในเรื่องต่อไปนี้

        ๑.  ลักษณะการออกเสียงแต่ละเสียง

        ๒.  ระบบเสียง

        ๓.  ความหมายของคำ

        ๔.  ระบบไวยากรณ์

        ความแตกต่างสองเรื่องแรกมีความสัมพันธ์กับสาเหตุที่สำคัญ ๓ ข้อ ที่ทำให้เกิดภาษาถิ่นอย่างใกล้ชิด  ส่วนเรื่องที่สาม  นอกจากจะสัมพันธ์กับสาเหตุที่ทำให้เกิดภาษาถิ่น ๓ ข้อแรกดังกล่าวแล้วยังอาจจะสัมพันธ์กับสาเหตุข้อสุดท้ายดังกล่าวแล้วด้วย  ส่วนเรื่องระบบไวยากรณ์นั้นเป็นเรื่องที่แตกต่างกันน้อยที่สุดในภาษาถิ่นต่าง ๆ

 

ความแตกต่างในเรื่องลักษณะการออกเสียงแต่ละเสียง

        เสียงพูดในภาษา  นักภาษาได้แบ่งออกเป็นชนิดต่าง ๆ  ที่สำคัญได้แก่  เสียงพยัญชนะ  เสียงสระ  เสียงสูงต่ำ (ซึ่งหมายถึง  เสียงวรรณยุกต์ และทำนองเสียง)    การลงเสียงหนักเบา (stressed และ unstressed sound)           ภาษาถิ่นอาจจะแตกต่างกันในเรื่องการออกเสียงดังกล่าวนี้ได้

        ตัวอย่างความแตกต่างในเรื่องการออกเสียงพยัญชนะต้นคำ

        เสียงเดียวกันในภาษาถิ่นต่าง ๆ ของไทยอาจจะมีลักษณะการออกเสียงต่างกันได้  เช่น  เสียง  อ - ในคำว่า  อาบ  ซึ่งเป็นเสียงพยัญชนะต้น  ในภาษากรุงเทพฯ  เวลาออกเสียงนี้ลมจะออกทางปาก  แต่ในภาษาทางเหนือและปักษ์ใต้  ลมจะออกทั้งทางปากและทางจมูก  คือ  เป็นเสียงนาสิกด้วย

        เสียง  ช  หรือ ฉ  ในคำว่า  ช้าง  ฉิ่ง  ในภาษากรุงเทพฯ  อาจจะเป็นพยัญชนะกึ่ง-เสียดแทรก หรือพยัญชนะระเบิด ก็ได้  คือ  เวลาออกเสียงนี้  จะต้องกักลมไว้ตรงฐานที่เกิดคือระหว่างปุ่มเหงือกกับเพดานแข็งเสียก่อน  ถ้าเป็นเสียงพยัญชนะ

 

ระเบิดก็จะปล่อยให้ลมระเบิดออกมาทันที   แต่ถ้าเป็นเสียงพยัญชนะกึ่ง-เสียดแทรกก็จะต้องค่อย ๆ ปล่อยลมช้า ๆ  บีบลมให้ผ่านช่องแคบออกมาเป็นเสียงเสียดแทรก  ส่วนในภาษาสงขลา  เสียงนี้จะเป็นเสียงเสียดแทรก  คือ  จะไม่มีการกักลมเลย  ลมจะผ่านออกมาได้ตลอดเวลา  แต่ตรงที่เกิดของเสียงจะเป็นช่องแคบทำให้ลมที่ผ่านออกมาเป็นเสียงเสียดแทรก

        ตัวอย่างความแตกต่างในเรื่องการออกเสียงพยัญชนะท้ายคำ

        เสียงพยัญชนะท้ายซึ่งเป็นเสียงกัก  ในคำตาย ซึ่งลงท้ายด้วยเสียงพยัญชนะในแม่กก  กด  กบ  และที่ลงท้ายด้วยเสียงสระสั้น  เช่น  ในคำว่า  อบ  ตัด  ปัก  แตะ  (ในทางสัทศาสตร์ถือว่าลงท้ายด้วยเสียง -p,  -t,  -k  และ -7  ตามลำดับ)  ในภาษากรุงเทพฯ  เมื่อออกเสียงเหล่านี้จะกัดลมไว้ตรงฐานที่เกิดของเสียงแต่ละเสียงแล้วไม่มีการปล่อยลมออกมาเลย  แต่ในภาษาสงขลาเมื่อกักลมตรงที่เกิดของเสียงแล้วจะปล่อยให้ลมระเบิดออกทางจมูก

        ตัวอย่างความแตกต่างในเรื่องการออกเสียงวรรณยุกต์

        เรื่องลักษณะการออกเสียงวรรณยุกต์ในภาษาถิ่นต่าง ๆ จะเห็นได้ชัดว่า  อาจจะแตกต่างกันได้มากคือ  เมื่อเทียบเสียงที่มีลักษณะเป็นเสียงประเภทเดียวกัน  เช่น  เสียงประเภทระดับสูงด้วยกัน  เสียงประเภทระดับกลางด้วยกัน หรือเสียงประเภทระดับต่ำด้วยกัน  ในภาษาต่างถิ่นกันก็จะเห็นว่า  ถ้าเทียบเสียงสูงด้วยกันก็อาจจะสูงไม่เท่ากัน  ถ้าเทียบเสียงต่ำด้วยกันก็อาจจะต่ำไม่เท่ากันก็ได้  หรือถ้าเทียบเสียงกลางด้วยกันก็อาจจะเป็นเสียงกลางคนละระดับก็ได้  เช่น  เสียงตรีในภาษากรุงเทพฯ  ในคำว่า น้า ซึ่งในทางสัทศาสตร์  ถือว่า  เป็นเสียงระดับสูง  เมื่อเทียบกับเสียงสูงเสียงหนึ่งของสงขลาในคำว่า หนา  ก็พอจะสังเกตได้ว่าในสงขลาเป็นเสียงที่สูงกว่า หรือเมื่อเทียบเสียงระดับต่ำในกรุงเทพฯ  ในคำว่า ข่า (เสียงเอก) กับเสียงระดับต่ำในสงขลาในคำว่า ค่า ก็จะเห็นว่าในกรุงเทพฯ เป็นเสียงที่ต่ำกว่า  เป็นต้น

        เป็นที่น่าสังเกตว่า  เสียงวรรณยุกต์ในภาษาถิ่นต่าง ๆ ที่พูดกันอยู่ในเมืองไทยนั้น  เสียงวรรณยุกต์ในจังหวัดต่าง ๆ ในภาคเดียวกันจะคล้ายคลึงกันมาก  เช่น  ภาษาถิ่นปักใต้ด้วยกัน  หรือภาคอีสานด้วยกัน หรือภาคเหนือด้วยกัน  เป็นต้น  แต่ถ้าเป็นภาษาถิ่นคนละภาคก็จะแตกต่างกันไปอย่างเห็นได้ชัด

 

ความแตกต่างในเรื่องระบบเสียง

        ความแตกต่างในเรื่องนี้อาจจะอธิบายได้หลายแบบทั้งนี้ย่อมขึ้นอยู่กับแนวการวิเคราะห์  ยกตัวอย่างว่า  ถ้าจะอธิบายตามแนวหนึ่ง  คือ  แนวหน่วยเสียงก็อาจจะอธิบายความแตกต่างตามหัวข้อต่อไปนี้  เช่น

        ก.  จำนวนหน่วยเสียงชนิดต่าง ๆ

        ข.  ความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยเสียงชนิดต่าง ๆ

 

 

 

        จำนวนหน่วยเสียงชนิดต่าง

             ในภาษาถิ่นต่าง ๆ อาจจะมีจำนวนหน่วยเสียงไม่เท่ากัน   เช่น

                                                                                    หน่วยเสียงพยัญชนะต้น         หน่วยเสียงวรรณยุกต์

                ภาษาถิ่นเชียงใหม่                     ๒๐                            ๖

                ภาษาถิ่นอุบลฯ                                ๒๐                            ๖

                ภาษาถิ่นกรุงเทพฯ                    ๒๑                            ๕

                ภาษาถิ่นสงขลา                               ๒๒                           ๗

   

       ความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยเสียงชนิดต่าง      อาจแบ่งออกเป็นเรื่องต่าง ๆ  เช่น

            (๑)  ความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยเสียงพยัญชนะต้นกับหน่วยเสียงวรรณยุกต์

        ในภาษาสงขลา   เมื่อพิจารณาดูความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยเสียงพยัญชนะต้นกับหน่วยเสียงวรรณยุกต์แล้ว  อาจจะแบ่งหน่วยเสียงพยัญชนะต้นออกได้เป็น  ๒  กลุ่ม

        กลุ่มแรก  มี  ๘  หน่วยเสีย  เช่น  /k-/  ในระบบการเขียนของไทยแทนด้วยอักษร ก-

        ทั้งในคำเป็นและคำตาย  หน่วยเสียงพยัญชนะกลุ่มนี้จะผันวรรณยุกต์ได้เพียง ๒ หน่วยเสียง คือ วรรณยุกต์ ๓ และ ๔

        ตัวอย่างคำเป็น  เช่น  ในคำว่า  เกา,  เก่า (วรรณยุกต์ ๓),  เก้า (วรรณยุกต์ ๔)

        ตัวอย่างคำตาย  เช่น  ในคำว่า  กัด (วรรณยุกต์ ๓),  กาด (วรรณยุกต์ ๔)

        กลุ่มที่   มี ๑๔ หน่วยเสียง  เช่น  /kh-/  ในระบบการเขียนของไทยแทนด้วยอักษร  ข- หรือ ค-

        ในคำเป็น  หน่วยเสียงพยัญชนะกลุ่มนี้จะผันวรรณยุกต์ได้ ๕ หน่วยเสียง  คือ  วรรณยุกต์  ๑, ๒, ๕, ๖ และ ๗  ตัวอย่างเช่น  ในคำว่า ขา,  ข่า (วรรณยุกต์ ๑), ข้า (วรรณยุกต์ ๒), คา (วรรณยุกต์ ๕), ค่า (วรรณยุกต์ ๖),  และ ค้า (วรรณยุกต์ ๗)

        ในคำตาย  หน่วยเสียงพยัญชนะกลุ่มนี้จะผันวรรณยุกต์ได้ ๔ หน่วยเสียง คือวรรณยุกต์ ๑,๒,๖ และ ๗  ตัวอย่างเช่น  ในคำว่า ขัด (วรรณยุกต์ที่ ๑),  ขาด (วรรณยุกต์ ๒),  คัด (วรรณยุกต์ ๗)  และ คาด (วรรณยุกต์ ๖)

        จะสังเกตได้ว่า  ในภาษาสงขลาเนื่องจากหน่วยเสียงพยัญชนะต้นกลุ่มแรกกับกลุ่มที่ ๒  ผันวรรณยุกต์ได้จำนวนไม่เท่ากัน  และผันวรรณยุกต์ได้ไม่ซ้ำกันเลย  เราจึงอาจจะแบ่งหน่วยเสียงพยัญชนะต้นออกได้เป็น ๒ กลุ่ม

        เมื่อเทียบกับภาษากรุงเทพฯ แล้วจะเห็นว่าลักษณะต่างกัน  เนื่องจากหน่วยเสียงพยัญชนะทุกหน่วยในคำเป็นจะผันวรรณยุกต์ได้ ๕ หน่วยเสียงเท่ากันหมด  เช่น

                        หน่วยเสียง   /k-/   ในคำ   กา   ก่า   ก้า   ก๊า   ก๋า

                        หน่วยเสียง  /kh-/  ในคำ   คา   ข่า   ข้า,   ค่า   ค้า   ขา

 

        ในคำตาย  ในภาษากรุงเทพฯ หน่วยเสียงพยัญชนะทุกหน่วย  จะผันเป็นวรรณยุกต์เอกได้  เช่น

                        /k-/       ในคำว่า    กัด,  กาด

                                      /kh-/      ในคำว่า   ขัด,  ขาด

มีหน่วยเสียงพยัญชนะบางหน่วย  เช่น  /kh-/  ซึ่งอาจจะผันเป็นวรรณยุกต์  ตรี และ โท  ด้วยก็ได้เช่นในคำว่า คัด (วรรณยุกต์ตรี),  คาด (วรรณยุกต์โท)

        ด้วยเหตุนี้  ในภาษากรุงเทพฯ  เราจึงไม่สามารถแบ่งแยกหน่วยเสียงพยัญชนะออกเป็นกลุ่มได้ต้องรวมกันไว้เป็นพวกเดียวกัน

        (๒)  ความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยเสียงสระสั้น/ยาว หน่วยเสียงพยัญชนะท้าย  และหน่วยเสียงวรรณยุกต์

        จากตัวอย่างข้างบนนี้จะเป็นว่า  ในภาษาสงขลา  โดยเฉพาะในคำตาย  เมื่อมีหน่วยเสียงสระสั้นอาจจะผันวรรณยุกต์ต่างกับเมื่อมีหน่วยเสียงสระยาวเสมอ  แต่ในภาษากรุงเทพฯ  เมื่อมีหน่วยเสียงสระสั้นอาจจะผันวรรณยุกต์ต่างกับเมื่อมีหน่วยเสียงสระยาว  เช่น  คัด (วรรณยุกต์ตรี)  คาด (วรรณยุกต์โท)  หรืออาจจะผันวรรณยุกต์เหมือนกันก็ได้  เช่น  กัด,  กาด,  ขัด,  ขาด (วรรณยุกต์เอก)

        นี่เป็นเพียงตัวอย่างของความแตกต่างระหว่างภาษาถิ่นต่าง ๆ ในเรื่องระบบเสียงซึ่งอธิบายโดยสังเขป

        (๓)  ความแตกต่างในเรื่องความหมายของคำ

                เรื่องความหมายของคำอาจจะแบ่งออกได้เป็น ๒ เรื่อง  คือ

                        (๑)  คำเดียวกันที่ใช้ในความหมายต่างกัน

                        (๒)  ความหมายเดียวกันแต่ใช้กันคนละคำ

                       (๑)  คำเดียวกันที่ใช้ในความหมายต่างกัน

                              ความแตกต่างในเรื่องนี้อาจจะแบ่งออกได้เป็น ๒ หัวข้อ  คือ

                        ก.  คำคำเดียวกันในถิ่นหนึ่งอาจจะใช้ในความหมายที่กว้างกว่าอีกถิ่นหนึ่ง

                        ข.  คำคำเดียวกันใช้ในภาษาคนละถิ่นมีความหมายคนละอย่าง

                                (๑ก)  คำคำเดียวกันในถิ่นหนึ่งใช้ในความหมายกว้างกว่าอีกถิ่นหนึ่ง

                                         ตัวอย่าง  น้ำผึ้ง  ในกรุงเทพฯ  หมายถึงน้ำหวานที่ได้รับจากตัวผึ้งเท่านั้น  ส่วนในสงขลาหมายถึง  น้ำตาล  อีกด้วย  เช่น     

                        น้ำตาลทราย (ก.ท.)  -       น้ำผึ้งทราย   (ส.ข.)

                        น้ำตาลโตนด          -       น้ำผึ้งโหนด

                        น้ำตาลกรวด          -       น้ำผึ้งกลวด

 

                ตำ  ในกรุงเทพฯ หมายถึง โขลก อย่างเดียว ส่วนในอุบลฯ ยังหมายถึง ชน เช่น รถตำกัน หมายถึง รถชนกัน                         (๑ข)  คำคำเดียวกันใช้ในภาษาคนละถิ่นมีความหมายคนละอย่าง

                             ตัวอย่าง  ข้องใจ  ในกรุงเทพฯ  หมายถึง  ติดใจสงสัย  แต่ในสงขลาหมายถึงเป็นห่วงและคิดถึง เช่น

                                ข้องใจลูกจังป่านนี้แล้วยังไม่กลับ  หมายถึง  เป็นห่วงว่าจะเป็นอันตราย หรือ เกิดอะไรขึ้น   แต่ไม่ได้ติดใจสงสัยความประพฤติของลูก

                                 ข้องใจบ้านไม่มีคนอยู่  หมายถึง  เป็นห่วงบ้าน

 

                (๒)  ความหมายเดียวกันแต่ใช้คนละคน

                                  เรื่องนี้แบ่งออกได้เป็น  ๒  หัวข้อคือ

                        ก.  พอจะอธิบายสาเหตุได้

                        ข.  อธิบายสาเหตุยังไม่ได้

                                (๒ก)  สาเหตุที่ทำให้ต่างถิ่นใช้คนละคำในความหมายเดียวกัน  ที่พอจะอธิบายได้คือ

                                   ประการแรก  คำซึ่งมีความหมายอย่างเดียวกันมาแต่เดิม  แต่ต่อมาต่างถิ่นก็เลือกคำคนละคำกันมาใช้  ที่เรารู้ว่ามีความหมายอย่างเดียวกันมาแต่เดิมเพราะปรากฏอยู่ใน "คำซ้อน" ในภาษากรุงเทพฯ

                                   ในภาษาไทยภาคกลางเดิมมักเอาคำที่มีความหมายเหมือนกันมาซ้อนกัน  นาน ๆ เข้าความหมายของคำตกอยู่ที่คำคำเดียว  ส่วนอีกคำหนึ่งกลายเป็นคำที่ไม่มีความหมายหรือมีความหมายเพียงเงา ๆ เท่านั้น  และคำนั้นในภาคกลางเลิกใช้เป็นคำเดี่ยวแล้ว  ยังคงปรากฏอยู่ในคำซ้อน  แต่คำพวกนั้นเป็นคำที่มีความหมาย  และยังคงใช้เป็นคำเดี่ยวอยู่ในถิ่นอื่น  ด้วยเหตุนี้  จึงทำให้ใช้คำคนละคำในความหมายเดียวกัน

 

                          ตัวอย่าง

                                คำซ้อน                        กรุงเทพฯ              ชัยภูมิ

                                ซุกซ่อน                               ซ่อน                      ซุก

                                แปดเปื้อน                 เปื้อน                                   แปด

                                                ซื่อตรง                               ตรง                                ซื่อ

                                                                                         กรุงเทพฯ                        ร้อยเอ็ด

                                                  ง่วงเหงา                              ง่วง                                เหงา

 

                                                                                กรุงเทพฯ                          สงขลา

                              ขนลุกขนพอง                    ขนลุก                             ขนพอง

                                         เข็ดหลาบ                          เข็ด                                หลาบ

                                         ดูแล                                  ดู                                    แล

                                         หลุดลุ่ย                             หลุด                               ลุ่ย

 

                ประการที่    คำจำพวกหนึ่งซึ่งปัจจุบันนี้มีใช้อยู่ในวรรณคดีเท่านั้น  ไม่มีที่ใช้เป็นคำปกติในภาคกลางเลย  จึงสันนิษฐานได้ว่า  คำพวกนี้ในภาคกลางเคยใช้มาก่อน  แต่ปัจจุบันเลิกใช้แล้วเพราะวรรณคดีของสมัยใดก็ตามส่วนมากมักจะมีคำพูดของสมัยนั้นอยู่ด้วยเสมอ  แต่คำเหล่านั้นยังมีใช้อยู่ในภาษาถิ่นอื่น ๆ

                        แกลง          (สงขลา)      หมายถึง   ตั้งใจ   มีในมหาชาติคำหลวง  เช่น 

                                                                                    อันว่าพระพรใดทรงผองสิบสิ่ง  แลพี่แกล้งกลิ่งให้แล้ว

                        ครัน                   (สงขลา)      หมายถึง   มาก   มีในอิเหนา  เช่น

                                                                                    แต่บวชได้เท่านี้ก็ดีครัน

                                      หึง                      (ยโสธร)     หมายถึง    นาน,  ช้า   ในลิลิตพระลอ  เช่น

                                                                                    เคร่ากันไปบ่หึง

                                      จี่            (ยโสธร, สงขลา)     หมายถึง   ปิ้ง   ในกำศรวลศรีปราชญ์  เช่น  ต้มแกงแต่งเจียวทั้งปิ้งจี่

               

                ประการที่       คำที่บางถิ่นยืมมาจากภาษาต่างประเทศ  เช่น

                        สงขลายืมคำจากมลายู

                        ควน  (ส.ข.)         Guar            (มะลายู)          เนิน  (ก.ท.)

                        ช็องด็อง               Chongdong                     รั้น

                        สวา                    Sawa                               ละมุดฝรั่ง

                สงขลายืมคำจากเขมร

ได    (ส.ข.)         กระได (เขมร)                        เคย  (ก.ท.)

พัง                     สะพัง,  ตะพัง                        หนองน้ำ

มึก                     ปรมึก                          ดื่ม

หนับเพลา             สนับเพลา                     กางเกง

 

  (๒ข)   มีคำอีกเป็นจำนวนมากซึ่งเป็นคนละคำแต่ใช้ในความหมายเดียวกันในภาษาถิ่นคนละถิ่น  และยังไม่ทราบสาเหตุ  เช่น 

        ไย   (ส.ข.)          ตรงกับ                        เลียนแบบ  (ก.ท.)

        แขบ                   ตรงกับ                        รีบ

        ท่าว                    ตรงกับ                        เลิก,  เสร็จ

        เนียง                   ตรงกับ                        โอ่ง,  ตุ่ม

        ลิว                     ตรงกัน                        ขว้าง,  ปา

        จาน                    ตรงกับ                        ราด

        ยิก                     ตรงกับ                        ไล่

 

ความแตกต่างในเรื่องระบบไวยากรณ์

        ดังได้กล่าวไว้แล้วข้างบนนี้ว่า  ความแตกต่างในเรื่องนี้ในภาษาถิ่นต่าง ๆ มีน้อยที่สุด  ข้อแตกต่างในเรื่องนี้อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นเรื่องรายละเอียดปลีกย่อยมากกว่าจะเป็นเรื่องที่เป็นหลักใหญ่  เช่น 

        (๑)  เรื่องการเรียงลำดับคำ  อาจจะพบว่า  ในคำผสมของภาษาคนละถิ่น  อาจจะเรียงลำดับคำเป็นแบบสลับที่กันบ้างก็ได้

              ตัวอย่าง         กรุงเทพฯ      ข้าวตัง         -       สงขลา        ตังข้าว

                                                หลวงตา       -                       ตาหลวง

                                                บ่อน้ำ          -       เชียงใหม่      น้ำบ่อ

หรือคำขยายบางครั้งอาจจะอยู่ข้างหน้าคำที่ถูกขยาย

            ตัวอย่าง           กรุงเทพฯ      เดือดเร็ว       -       สงขลา         ไวพลุ่ง (พลุ่ง = เดือด)

        (๒)  การซ้ำคำ   อาจจะแตกต่างกันบ้าง  เช่น  ในสงขลา  เมื่อซ้ำคำลักษณนามซึ่งอยู่ข้างหลังคำนาม  อาจจะทำให้มีความหมายว่ามีขนาดเล็กมาก หรือ มีขนาดใหญ่มาก  ก็ได้

                 ตัวอย่าง           ไข่เป็ดหน่วยหน่วย  อาจจะหมายถึงว่า  ไข่เป็ดแต่ละฟองขนาดเล็กมาก หรือขนาดใหญ่มาก  ก็ได้  แล้วแต่ข้อความที่อยู่แวดล้อมหรือแล้วแต่สถานการณ์ขณะที่ผู้พูดพูดข้อความนี้

 

 

 

 

        (๓)  การใช้คำลักษณะนาม๖   จะเห็นว่าภาษาถิ่นต่าง ๆ  อาจจะใช้คำลักษณนามแตกต่างกันไปได้มาก

                ตัวอย่าง

                        คำนาม                                         คำลักษณนาม

                        พริก,  ฝน     กรุงเทพฯ  -  เม็ด                    สงขลา -  ดอก

                        ผลไม้ทุกชนิด             -  ลูก,  ใบ                               -  หน่วย

                        ไม้จิ้มฟัน                  -  อัน                                     -  ดุ้น

                                       ไม้กวาด                         -  ด้าม                               -  เล่ม

 

        นี่เป็นการกล่าวถึงความแตกต่างระหว่างภาษาถิ่นต่าง ๆ ในแง่สัทศาสตร์และภาษาศาสตร์โดยสังเขปพอเป็นแนวทางให้แก่ผู้ที่สนใจจะศึกษาค้นคว้าเรื่องภาษาถิ่นบ้างเท่านั้น  ถ้าหากบทความเรื่องนี้จะช่วยกระตุ้นให้ผู้อ่านเกิดความสนใจที่จะศึกษาค้นคว้าเรื่องภาษาถิ่นบ้าง  และยิ่งกว่านั้น  ให้ผู้ที่สนใจจะศึกษาค้นคว้าเรื่องภาษาถิ่นเกิดความสนใจที่จะศึกษาวิชาสัทศาสตร์และภาษาศาสตร์ด้วยแล้ว  ก็จะแสดงว่าบทความนี้มีประโยชน์มากขึ้น  และผู้เขียนเชื่อว่า ดร.หลีฟังก้วย  ก็คงจะมีความปรารถนาเช่นเดียวกันคือปรารถนาที่จะให้มีผู้สนใจศึกษาค้นคว้าภาษาถิ่นของไทยเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  เพื่อว่าเราจะได้มีความรู้เรื่องลักษณะของภาษาไทยดั้งเดิมได้ดียิ่งขึ้นไปอีก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เชิงอรรถ

 

๑      รายละเอียดเรื่อง  การออกเสียงพยัญชนะต้นคำ  การออกเสียงพยัญชนะท้ายคำ  และ การออกเสียงวรรณยุกต์ในภาษาสงขลา  โปรดอ่านในวิจินตน์  ภาณุพงศ์,  "ลักษณะการออกเสียงของคำพูดในภาษาสงขลา",  Tai Phonetics and Phonology, edited by Jimmy G. Harris and Richard B. Noss. Bangkok : Central Institute of English Language, c. 1972. pp. 87-104, และภาพประกอบ

๒      ผู้สนใจโปรดอ่านเพิ่มเติมใน ซ่อนกลิ่น  พิเศษสกลกิจ, หน่วยเสียงภาษาอุบลฯ  เชียงใหม่ และสงขลา เทียบกับภาษากรุงเทพฯ  (พระนคร : หน่วยศึกษานิเทศก์ กรมการฝึกหัดครู, ๒๕๑๖)

๓      โปรดค้นคว้าเพิ่มเติมใน Vichintana Chantavibulya, "The Phonology of the Syllable in Songkhla, A Southern Thai Dialect",  Thesis submitted for the M.A. Degree of the University of London, SOAS, 1959, pp. 35-38.

๔      ดูรายละเอียดใน วิจินตน์  ฉันทะวิบูลย์,  "ความแตกต่างระหว่างภาษากรุงเทพฯ  และภาษาสงขลา",  วิทยานิพนธ์ปริญญาอักษรศาสตรมหาบัณฑิต  จุฬาฯ, ๒๔๙๙,  ในภาคที่ ๒  ว่าด้วยเรื่อง "ความหมาย"

 และ เบญจวรรณ สุนทรากูล,  "หน่วยเสียงของภาษาเชียงใหม่",  วิทยานิพนธ์ปริญญาอักษรศาสตรมหาบัณฑิต  จุฬาฯ, ๒๕๐๕

                      อรพิมพ์ บุญอาภา, "หน่วยเสียงภาษาระยอง",  วิทยานิพนธ์ปริญญาอักษรศาสตรมหาบัณฑิต  จุฬาฯ, ๒๕๑๒

                      วิรุฬรัตน์  ไฉนงุ้น,  "ระบบหน่วยเสียงในภาษาถิ่นเพชรบูรณ์",  วิทยานิพนธ์ปริญญาอักษรศาสตรมหาบัณฑิต        จุฬาฯ, ๒๕๑๓

                      วิไลวรรณ   ดำรักษ์,   "ระบบหน่วยเสียงในภาษาถิ่นนครศรีธรรมราช",  วิทยานิพนธ์ปริญญาอักษรศาสตร-มหาบัณฑิต  จุฬาฯ, ๒๕๑๓

๕      ดู  วิจินตน์  ฉันทะวิบูลย์,   "ความแตกต่างระหว่างภาษากรุงเทพฯ และภาษาสงขลา",  อ้างแล้ว, หน้า ๑๙๐-๑๙๒

๖      เล่มเดียวกัน,  หน้า ๑๕๑-๑๕๕

                       

 

        จากหนังสือ   "Tai  Linguistics  in  Honor  of  Fang - Kuei  Li"   Chulalongkorn  University  Press, 1976 

หน้า ๒๔๒ - ๒๕๔.

 

 

                

 

 

 

 

       

 

       

 

 

 

Comment

Comment:

Tweet