ความแตกต่างระหว่างภาษาถิ่น

                                                                                                                               วิจินตน์  ภาณุพงศ์

 

คำจำกัดความ

        คำว่า ภาษาถิ่น (ซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษว่า dialect ) ยังไม่มีคำจำกัดความที่แน่นอนตายตัวที่พอจะกล่าวได้แน่นอนก็คือว่าเป็นภาษาย่อยของภาษา ( language )  และเรามักจะหมายถึงภาษาที่พูดแตกต่างกันไปตามท้องถิ่นต่าง ๆ ที่ผู้พูดภาษานั้น ๆ อาศัยอยู่

 

การแบ่งภาษาถิ่น

        การแบ่งภาษาถิ่นมักจะแบ่งตามภูมิศาสตร์หรือท้องที่ที่ผู้พูดอาศัยอยู่  ในแต่ละภาษาจะประกอบด้วยภาษาถิ่นต่าง ๆ เป็นจำนวนมากมาย  ทั้งนี้แล้วแต่ว่าเราจะแบ่งภาษาถิ่นให้ละเอียดปลีกย่อยลงไปมากน้อยแค่ไหน  เป็นต้นว่า ภาษาถิ่นของไทยเฉพาะที่พูดกันอยู่ในอาณาเขตประเทศไทย  ถ้าจะแบ่งตามภาคก็จะได้ภาษาถิ่น  ๔  ภาคคือ  ภาคเหนือ  ภาคอีสาน  ภาคกลาง  และภาคใต้  เพราะภาษาถิ่นของต่างภาคก็จะมีลักษณะแตกต่างกัน  ในแต่ละภาคก็อาจจะแบ่งย่อยลงไปได้อีกเป็นภาษาถิ่นของแต่ละจังหวัด  แต่ละอำเภอ  แต่ละตำบล  และแต่ละหมู่บ้าน  เพราะภาษาถิ่นของแต่ละจังหวัดในภาคเดียวกันก็จะมีลักษณะไม่เหมือนกัน  ในทำนองเดียวกัน  ภาษาถิ่นของแต่ละอำเภอในจังหวัดเดียวกันหรือภาษาถิ่นของแต่ละตำบลในอำเภอเดียวกัน หรือภาษาถิ่นของแต่ละหมู่บ้านในตำบลเดียวกันก็มีลักษณะไม่เหมือนกัน  หรือแม้แต่ภาษาถิ่นของแต่ละครอบครัวในหมู่บ้านเดียวกัน  ตลอดจนคนแต่ละคนในครอบครัวเดียวกัน  ก็มีลักษณะไม่เหมือนกัน  ฉะนั้นภาษาถิ่นเมื่อแบ่งย่อยที่สุดแล้วก็จะกลายเป็นภาษาถิ่นของคนแต่ละคน  (ซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษว่า idiolect)  เรายิ่งแบ่งภาษาถิ่นย่อยลงไปมากเท่าใด  ก็ยิ่งจะเห็นความแตกต่างของภาษาถิ่นย่อย ๆ เหล่านั้นน้อยลงทุกที  พูดง่าย ๆ ภาษาถิ่นต่างภาคกันจะแตกต่างกันมากกว่าภาษาถิ่นต่างจังหวัดในภาคเดียวกัน  ภาษาถิ่นต่างจังหวัดกันจะแตกต่างกันมากกว่าภาษาถิ่นต่างอำเภอในจังหวัดเดียวกัน  เป็นต้น

 

เกณฑ์ในการพิจารณาว่าเป็นภาษาถิ่นของภาษาเดียวกันหรือเป็นคนละภาษา

        ในบางกรณีเราจะแบ่งให้เด็ดขาดไปเลยว่าเป็นภาษาถิ่นของภาษาเดียวกัน  หรือเป็นคนละภาษาไปเลยไม่ได้  ทั้งนี้แล้วแต่ว่าเราจะยึดเกณฑ์อะไรมาพิจารณาตัดสิน  ในเรื่องนี้มีเกณฑ์ที่สำคัญอยู่ ๓ ข้อ ซึ่งอาจจะนำมาพิจารณาคือ

        ๑.  เกณฑ์ด้านภาษา  คือ  การพูดกันรู้เรื่อง  เมื่อให้คน ๒ คนซึ่งต่างก็พูดภาษาของตนมาคุยกัน และสามารถพูดคุยกันรู้เรื่อง  ในแง่ภาษาถือว่า ๒ ภาษานี้เป็นภาษาถิ่นของภาษาเดียวกัน  แต่ถ้าใช้พูดคุยกันไม่รู้เรื่องก็ต้องถือว่าเป็นคนละภาษา  เช่น  คนไทยภาคต่าง ๆ  สามารถสื่อสารกันด้วยภาษาถิ่นของตนได้  เป็นที่เข้าใจกันได้ดีพอสมควร  เราก็ถือว่าภาษาที่พูดใน

 

 

ภาคต่าง ๆ ของเมืองไทยเป็นภาษาถิ่นของไทยด้วยกัน         แต่ถ้าให้คนไทยกับคนจีนสื่อภาษากันโดยต่างคนต่างใช้ภาษาของตนเองก็ไม่สามารถจะเข้าใจกันได้  เราจึงไม่ถือว่าภาษาไทยกับภาษาจีนเป็นภาษาถิ่นของไทยหรือของจีน  แต่ถือว่าเป็นคนละภาษาไปเลย

         คนไทยกับคนลาวก็เช่นเดียวกันสามารถพูดกันรู้เรื่อง  เมื่อพิจารณาในด้านภาษาแล้วถือว่าภาษาไทยกับภาษาลาวเป็นภาษาถิ่นของภาษาเดียวกันได้  ส่วนคนอังกฤษกับคนอเมริกันก็สามารถพูดกันรู้เรื่อง  ภาษาอังกฤษกับภาษาอเมริกันก็นับเป็นภาษาถิ่นของภาษาเดียวกันได้

        ๒.  เกณฑ์ด้านระบบการเขียนและด้านวรรณคดี   คือ    การมีระบบการเขียนและวรรณคดีร่วมกัน  ในบางกรณีเราไม่อาจจะใช้เกณฑ์ข้อ ๑ มาพิจารณาได้  เช่น  กรณีภาษาจีนซึ่งคนที่อยู่คนละภาคพูดกันไม่รู้เรื่อง  เราจึงต้องคำนึงถึงระบบการเขียน  ซึ่งคนเหล่านั้นใช้ร่วมกัน  และคำนึงถึงวรรณคดีซึ่งเขามีร่วมกันด้วย  เพื่อพิจารณาว่าภาษาเหล่านั้นเป็นภาษาถิ่นของภาษาเดียวกัน

        ๓.  เกณฑ์ด้านการปกครอง  คือ  ในบางกรณีถึงแม้ว่าเข้าเกณฑ์ข้อแรก  คือพูดกันรู้เรื่อง  เช่น  ภาษาอังกฤษกับภาษาอเมริกัน หรือภาษาไทยในเมืองไทยกับภาษาลาว  ก็อาจจะถือว่าเป็นคนละภาษาก็ได้เพราะว่าอยู่ใต้การปกครองของคนละประเทศกัน

 

สาเหตุที่ทำให้เกิดภาษาถิ่นต่าง

        ปกติเมื่อพูดถึงภาษาถิ่นต่าง ๆ มักจะหมายถึงภาษาถิ่นต่าง ๆ ของภาษาเดียวกัน  สาเหตุที่สำคัญที่ทำให้เกิดภาษาถิ่นต่าง ๆ หรือภาษาย่อยขึ้นมานั้น  มีอยู่ ๓ ประการคือ

        ๑.   ความจริงที่ว่าภาษาเป็นสิ่งมีชีวิตอย่างหนึ่งซึ่งย่อมจะเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

        ๒.  การขาดการติดต่อกันระหว่างผู้ที่พูดภาษาเดียวกันมา

        ๓.  การเปลี่ยนแปลงของภาษา  โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงในเรื่องการออกเสียงแต่ละเสียง  เป็นไปอย่างสม่ำเสมอ  และอย่างมีระเบียบ

 

๑.  ภาษาเป็นสิ่งมีชีวิตย่อมเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ  แต่เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงดำเนินไปอย่างช้า ๆ แบบค่อยเป็นค่อยไป  ในชั่วชีวิตของแต่ละคนจึงมักจะไม่ค่อยสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของภาษา

        สาเหตุที่สำคัญที่ทำให้ภาษาเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนแปลงในเรื่องการออกเสียงแต่ละเสียง  คือในระยะเริ่มแรกของการเรียนภาษาแรกของแต่ละคนเรียนด้วยวิธีการเลียนแบบ  เป็นที่ทราบกันอยู่ว่าการเลียนแบบนั้นไม่ว่า

 

 

     จะเป็นเรื่องใดก็ตามจะทำให้เหมือนแบบจริง ๆ ทุกอย่างย่อมไม่ได้  ในเรื่องการเลียนแบบการออกเสียงพูดก็เช่นเดียวกัน  เด็กที่เลียนแบบพ่อแม่   ผู้เลี้ยงดูหรือผู้ที่อยู่แวดล้อมตัวเด็ก   ย่อมจะทำให้เหมือนทีเดียวไม่ได้จะต้องมีผิดเพี้ยนไปบ้างเป็น

      ธรรมดา ปกติถ้าผิดเพี้ยนไปมากก็มักจะมีผู้สังเกตเห็นและช่วยแก้ให้เด็กออกเสียงเสียให้ถูกต้องหรืออย่างน้อยก็ใกล้เคียงกับเสียงที่ถูกต้องมากที่สุด  แต่ถ้าหากเด็กออกเสียงผิดเพี้ยนไปเพียงเล็กน้อยก็มักจะไม่ได้รับการแก้ให้ถูกต้อง  ผลก็คือว่า  ทำให้การออกเสียงแผกเพี้ยนไปทีละน้อยสืบทอดต่อ ๆ กันไปหลาย ๆ ชั่วคนเข้าการแผกเพี้ยนก็มากขึ้นทุกที  จนทำให้เกิดเป็นการกลายเสียงขึ้น  คือ  เสียงในคำหนึ่งครั้งหนึ่งเคยออกเสียงกันอย่างหนึ่งเช่น  ที่ปรากฏเป็นหลักฐานอยู่ในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงคำว่า โสง  โนน  โอก (ออกเสียงสระโอ)  แต่อีกสมัยหนึ่ง  เช่น  ปัจจุบันคำเหล่านี้ออกเสียงเป็น สอง  นอน  ออก  (เช่น  ออกพรรษา)  (เป็นเสียงสระออ)  นี่เป็นตัวอย่างให้เห็นว่า  ภาษาคนละสมัยมีลักษณะแตกต่างกันเนื่องมาจากภาษาเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ  ดังกล่าว

 

๒.  ภาษาที่พูดอยู่ในสมัยเดียวกันนั้น  อาจจะแตกต่างกันได้  ทั้งนี้นอกจากสาเหตุข้อที่ ๑ แล้ว  ยังมีสาเหตุที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง  คือ  การติดต่อคบหาสมาคมกันระหว่างผู้พูดภาษานั้น ๆ  ปกติถ้าหากผู้พูดภาษาเดียวกันได้มีโอกาสติดต่อกันอยู่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในภาษาทุกคนก็รับรู้และถ้าจะยอมรับการเปลี่ยนแปลงก็รับด้วยกัน  ทำให้ภาษาที่ใช้กันนั้นมีลักษณะเหมือน ๆ กันอยู่  พูดอีกอย่างก็คือ  การเปลี่ยนแปลงของภาษาก็เป็นไปทำนองเดียวกัน  ในทางตรงกันข้าม  ถ้าหากผู้ที่พูดภาษาเดียวกันด้วยความจำเป็นบางอย่างทำให้ต้องแยกย้ายกันอยู่  และโอกาสที่จะติดต่อคบหาสมาคมกันก็ไม่มี  เมื่อภาษาที่คนกลุ่มหนึ่งใช้เปลี่ยนแปลงไป  คนอีกกลุ่มก็ไม่มีทางรู้กัน  ผลก็คือ  ทำให้ภาษาของคนต่างกลุ่มเปลี่ยนแปลงกันไปคนละทาง  ต่างกลุ่มก็ต่างเปลี่ยนของตน  ความจำเป็นบางอย่างดังกล่าวนี้อาจจะได้แก่  ความจำเป็นด้านเศรษฐกิจ  คือย้ายถิ่นที่ทำมาหากิน  หรือทางด้านภูมิศาสตร์  ภูมิประเทศที่มีภูเขาแม่น้ำกั้นอยู่  ทำให้คนไม่สามารถติดต่อกันได้โดยสะดวกเหมือนเมื่ออยู่รวมกันในท้องถิ่นเดียวกัน  ดินฟ้าอากาศก็อาจจะเป็นเหตุให้คนต้องแยกย้ายกันอยู่  คือถ้าถิ่นใดแห้งแล้วไม่มีฝนตกต้องตามฤดูกาลไม่เหมาะแก่การเพาะปลูกทำไร่ไถนา  คนก็อยู่ได้ไม่นานและมีคนอาศัยอยู่ไม่มาก  ส่วนถิ่นใดที่อุดมสมบูรณ์  คนก็จะไปรวมกันอยู่หนาแน่น  สรุปก็คือ  ภูมิประเทศและดินฟ้าอากาศมีส่วนทำให้คนมีโอกาสที่จะติดต่อคบหาสมาคมกันได้มากน้อยหรือไม่มีโอกาสเลยก็ได้  และการที่คนที่เคยพูดภาษาเดียวกันได้มีโอกาสติดต่อกันเสมอก็ทำให้ภูดภาษาที่เหมือน ๆ กัน  แต่ถ้ามีโอกาสติดต่อกันน้อยเท่าไร ก็จะทำให้พูดภาษาต่างกันมากขึ้นเท่านั้น  และต้องไม่ลืมว่า  เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า ภาษาเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ  จะเห็นว่า สาเหตุ ๒ ข้อนี้เกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิด  คนทั่วไปหรือแม้แต่ในหนังสือตำราบางเล่มก็มักจะคำนึงถึงเฉพาะสาเหตุข้อ ๒ ซึ่งอันที่จริงแล้วข้อ ๑  เป็นข้อที่สำคัญที่สุดเพราะเป็นสาเหตุแรกและเป็นสาเหตุที่มีผลอยู่ตลอดเวลา  แต่ที่คนมักไม่คำนึงถึงก็คงจะเป็นเพราะว่าการเปลี่ยนแปลงของภาษาเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปอย่างช้า ๆ คนจึงมักจะไม่สังเกต  ดังกล่าวมาแล้ว

 

 

๓.  เราอาจจะสงสัยกันว่า  ในเมื่อภาษาเปลี่ยนแปลงไปแล้ว  ทำไมคนที่พูดภาษาถิ่นคนละถิ่นจึงพูดจากันฟังรู้เรื่องได้  แต่ถ้าหากเรารู้ข้อเท็จจริงข้อหนึ่งว่า  การเปลี่ยนแปลงของเสียงหรือการกลายเสียงจากเสียงหนึ่งไปเป็นเสียงหนึ่งนั้นเป็นไปอย่างสม่ำเสมอและมีระเบียบแล้ว  ก็จะทำให้หายสงสัยได้  เช่น  เมื่อเสียง ก ในคำหนึ่งเปลี่ยนไปเป็นอีกเสียงหนึ่งคือเสียง ข  การเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกันนี้ก็จะเกิดขึ้นในคำอื่น ๆ  อีกหลายคำ  นี่เรียกว่า  การเปลี่ยนแปลงเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ  ส่วนที่ว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นไปอย่างมีระเบียบนั้นหมายถึงว่า  การเปลี่ยนแปลงมีแบบแผนที่เป็นกฎเกณฑ์อยู่ในตัว  เช่น  จะเห็นว่า  สระ  เอะ  กลายเป็น  แอะ  เราจะพบว่า  สระ  โอะ  ก็จะกลายเป็น  เอาะ  คือมีแบบแผนว่าสระกึ่งสูง (หมายถึง เอะ  และ  โอะ)  จะกลายเป็นสระกึ่งต่ำ  (หมายถึง  แอะ  และ  เอาะ)   เป็นต้น

        นอกจากนี้  เราอาจจะสังเกตได้ว่าการเปลี่ยนแปลงของเสียงบางเสียงจะมีเงื่อนไขแน่นอน  เช่น  เรื่องสระดังกล่าวจะเปลี่ยนแปลงเช่นนั้นในคำตาย (ในภาษากรุงเทพฯ  คือคำที่ลงท้ายด้วยเสียงในแม่  กก  กด  กบ  และคำที่ลงท้ายด้วยสระเสียงสั้น)

        ตัวอย่าง     เก็บ    เปลี่ยนเป็น     แก็บ             อบ     เปลี่ยนเป็น     อ็อบ

                               เจ็ด     เปลี่ยนเป็น     แจ็ด           จด     เปลี่ยนเป็น     จ็อด

                               เด็ก     เปลี่ยนเป็น     แด็ก           ปก     เปลี่ยนเป็น     ป็อก

        สรุปได้ว่า  สาเหตุสำคัญข้อที่ ๓  ที่ทำให้เกิดเป็นภาษาถิ่นต่าง ๆ ก็คือ  การเปลี่ยนแปลงของเสียงแต่ละเสียงไปตามกาลเวลานั้นเป็นไปอย่างมีระเบียบและสม่ำเสมอ

        สาเหตุสำคัญทั้ง ๓  ข้อที่กล่าวมานี้  เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดก็ในเรื่องการออกเสียงแต่ละเสียง  และในที่สุดก็ทำให้ภาษาถิ่นต่าง ๆ มีลักษณะแตกต่างกันไปในเรื่องการออกเสียงแต่ละเสียง  ตลอดจนแตกต่างกันในเรื่องการจัดระบบของเสียงในภาษาด้วย

        ยังมีสาเหตุอีกข้อหนึ่ง  ซึ่งเห็นได้ชัดว่า  ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องการเพิ่มจำนวนคำที่ใช้ในภาษาคือ  การได้ติดต่อกับคนที่พูดภาษาอื่นโดยเฉพาะภาษาต่างประเทศ  เช่น  ทางปักษ์ใต้ได้ติดต่อสมาคมกับคนที่พูดภาษามลายู  ก็ยืมคำมลายูมาใช้  ตัวอย่างเช่น  มายา (ปุ๋ย),  ช็องด็อง (ดื้อรั้น),  ลาต้า (บ้าจี้),  ซันชี (สัญญา)   ส่วนภาคกลางโดยเฉพาะกรุงเทพฯ  และโดยเฉพาะในวงการศึกษาได้อาศัยตำราภาษาต่างประเทศ  เช่น  ภาษาอังกฤษ  ทำให้เรายืมคำอังกฤษมาใช้เป็นจำนวนมากมาย   เมื่อยืมคำต่างประเทศคนละประเทศมาใช้กันคนละถิ่น    ก็มีผลทำให้ต่างถิ่นกันใช้คำคนละคำ      ในความหมายอย่างเดียวกัน  นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงในเรื่องความหมายของคำที่ใช้ในภาษา

 

 

 

 

ความแตกต่างระหว่างภาษาถิ่น

        เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับสาเหตุที่ทำให้เกิดภาษาถิ่นอย่างใกล้ชิด  กล่าวคือความแตกต่างระหว่างภาษาถิ่นเป็นหลักฐานที่แสดงว่า  ภาษาเป็นสิ่งที่ไม่คงที่  เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ  ทั้ง ๆ ที่แรกเริ่มเดิมทีเมื่อมีคนที่พูดภาษาเดียวกันอยู่รวมกันเป็นกลุ่มในถิ่นซึ่งมีเขตแดนไม่สู้จะกว้างขวางนัก  และยังใช้ภาษาเหมือน ๆ กันอยู่  เพราะสามารถติดต่อสมาคมกันอย่างใกล้ชิดดังได้อธิบายมาแล้ว  แต่ต่อมาเมื่อสังคมนั้นมีคนมากขึ้น  ต้องแยกย้ายกระจัดกระจายกันอยู่  กลุ่มที่ได้ติดต่อสมาคมกันก็ใช้ภาษาคล้ายคลึงกันมากกว่ากลุ่มที่ไม่ค่อยได้ติดต่อกัน (เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ  เมื่อได้ติดต่อกัน  การเปลี่ยนแปลงของภาษาก็เป็นไปทำนองเดียวกัน  ทำให้ใช้ภาษาคล้ายคลึงกัน (คือแตกต่างกันน้อย)  ส่วนกลุ่มที่ไม่ได้ติดต่อกันการเปลี่ยนแปลงของภาษาก็เป็นไปคนละทาง  ทำให้ภาษาคล้ายคลึงกันน้อยลง  พูดอีกอย่างก็คือแตกต่างกันมากขึ้น)

        ภาษาถิ่นต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาษาถิ่นของภาษาใดอาจจะแตกต่างกันในเรื่องต่อไปนี้

        ๑.  ลักษณะการออกเสียงแต่ละเสียง

        ๒.  ระบบเสียง

        ๓.  ความหมายของคำ

        ๔.  ระบบไ